|
|
|
|
|
|
 |
| |
| ข้อมูลอื่นๆ ที่น่าสนใจ |
6 C ตัวชี้วัดเครดิต : ให้กู้หรือไม่ให้กู้ >>
ทุกวันนี้เรามักจะได้ยินบ่อยครั้งว่าถูกปฏิเสธสินเชื่อเพราะติด Black list หรือ เครดิตบูโร แล้วจริงหรือที่ข้อมูลที่เก็บในเครดิตบูโรเป็นตัวตัดสินการขอสินเชื่อ วันนี้เราจะมาค้นหากันว่า การพิจารณาอนุมัติสินเชื่อในแต่ละครั้ง สถาบันการเงินใช้ปัจจัยใดบ้าง ในการพิจารณา ก่อนจะอนุมัติ หรือปฏิเสธสินเชื่อนั้นๆ อะไรคือ ตัวชี้วัดว่า เครดิตของผู้ขอสินเชื่อ ดีเพียงพอสำหรับการให้เงินกู้, เพิ่มวงเงิน หรืออนุมัติ บัตรเครดิต
ทุกครั้งในการขอสินเชื่อ สถาบันการเงิน จะให้ผู้ขอสินเชื่อกรอกใบสมัครขอสินเชื่อ เอกสารประกอบ และหนังสือยินยอม เพื่อใช้ในการเรียกดูข้อมูลเครดิตของผู้ขอสินเชื่อ ในเบื้องต้นสถาบันการเงิน มักใช้ข้อมูลจากทั้ง ใบสมัครขอสินเชื่อของผู้ขอสินเชื่อ จากเอกสารประกอบ และข้อมูลจากเครดิตบูโร เพื่อเป็นเอกสารอ้างอิงประกอบการตัดสินใจว่า ผู้ขอสินเชื่อ จะเป็นลูกค้า ที่เมื่อรับเงินกู้ไปแล้ว จะมีความสามารถในการจ่ายคืนได้มากน้อยเพียงใด ซึ่งสถาบันการเงินเกือบทุกรายมักจะใช้หลัก 6 Cs ในการประเมินเครดิตของผู้ขอสินเชื่อ ซึ่ง 6 Cs ที่ว่านี้ประกอบด้วย
1. Character หรือ Credit Reputation
คือ คุณลักษณะหรือวินัยในการใช้และการชำระสินเชื่อในอดีต ซึ่งบอกถึงการรักษาสัญญาในการใช้สินเชื่อ การชำระหนี้ตรงเวลาหรือไม่อย่างไร การจัดการกับสินเชื่อโดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเวลาที่มีปัญหาสะดุดทางการเงิน ได้ติดต่อสถาบันการเงินเพื่อแก้ไขปัญหาได้ดีอย่างไร ซึ่งคุณลักษณะในปัจจัยนี้ก็จะได้มาจากรายงานของเครดิตบูโร
2. Capacity
คือ ความสามารถในการจ่ายชำระหนี้คืน เป็นต้นว่า ผู้ขอสินเชื่อมีงานการที่มั่นคงหรือไม่และมีอายุการทำงานมานานเท่าไรในบริษัทที่ทำอยู่ในปัจจุบัน รายได้เพียงพอต่อหนี้สินที่มีอยู่หรือไม่ ความสามารถของผู้ขอสินเชื่อที่จะสามารถชำระหนี้ได้ในระยะเวลาที่กำหนดไว้ ซึ่งปัจจัยในข้อนี้แสดงถึงความมั่นคงของรายได้ที่จะนำมาชำระหนี้ในอนาคต
3. Capital
คือ เงินทุน หรือสินทรัพย์ หรือเงินฝากของผู้ขอสินเชื่อ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสินเชื่อที่ใช้เพื่อการประกอบธุรกิจจะให้ความสำคัญในปัจจัยนี้มาก สถาบันการเงินจะพิจารณาเฉพาะเงินทุนหรือสินทรัพย์ของผู้ขอกู้ในขณะที่พิจารณาสินเชื่อนั้นๆ แม้ว่าเงินทุน หรือสินทรัพย์ หรือเงินฝากจะไม่ใช่แหล่งของเงิน ที่สถาบันการเงินคาดหวังว่า จะได้รับการชำระจากแหล่งเงินเหล่านี้ก็ดี แต่แหล่งเงินทุนนี้จะเป็นแหล่งเงินสำรองสำหรับการชำระหนี้ของผู้กู้ในกรณีที่เกิดปัญหากับรายได้ของผู้กู้ขึ้น
4. Conditions
คือ ปัจจัยที่เป็นเงื่อนไขอื่นที่มีผลกระทบต่อรายได้ เป็นต้นว่าเศรษฐกิจ อาชีพ หรือเงื่อนไขในการกู้ ตัวอย่างเช่น ในสภาวะของเงินเฟ้อที่เพิ่มสูงขึ้นจะทำให้รายได้สุทธิลดลง ซึ่งจะมีผลต่อความสามารถในการชำระ ซึ่งสถาบันการเงินก็จะต้องคำนึงถึงสิ่งนี้ในการพิจารณาสินเชื่อ อาชีพบางอาชีพมีความมั่นคงในรายได้ และการงาน เช่น การรับราชการ การกู้ร่วมก็เป็นเงื่อนไขหนึ่งในการพิจารณาสินเชื่อเช่นกัน
5. Collateral
คือ หลักประกันที่เป็นทรัพย์สินซึ่งผู้กู้จะนำมาจำนำ หรือจำนองเพื่อให้สถาบันการเงินมีความมั่นใจและลดความเสี่ยงหากผู้ขอสินเชื่อไม่ชำระหนี้ตามกำหนด ก็สามารถนำมาขายทอดตลาดได้ตามที่กฎหมายกำหนด อาทิเช่น สินเชื่อที่อยู่อาศัย เป็นต้น ซึ่งการให้สินเชื่อประเภทนี้ก็มักจะมีอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำ
6. Common Sense
คือ ปัจจัยที่สถาบันการเงินใช้ในการพิจารณาสินเชื่อว่า ผู้ขอสินเชื่อจะใช้สินเชื่ออย่างสมเหตุสมผลและจะไม่เป็นการก่อร่างสร้างหนี้จนเกินตัว หรือไม่มีเหตุผลที่จะต้องมีสินเชื่อที่ขอเพิ่ม อาทิเช่น การมีบัตรเครดิตจำนวนหลายใบ ถึงแม้จะไม่เคยมีประวัติการผิดนัดชำระ หรือการใช้บัตรในแต่ละใบเลยก็ตาม การพิจารณาของสถาบันการเงินอาจมองว่าไม่มีเหตุผลที่จะให้บัตรเครดิตอีกใบเพิ่ม เพราะอาจทำให้สร้างหนี้จนเกินตัว หรือได้ไปก็ไม่ใช้ก็เป็นได้ ดังนั้น หากผู้ขอสินเชื่อมีบัตรเครดิตหลายใบและไม่ได้ใช้วงเงินสินเชื่อดังกล่าว ก็ควรที่จะแจ้งยกเลิกและปิดบัญชีเสีย อย่างนี้จึงจะ Make Sense
ให้กู้หรือไม่ให้กู้?
มาถึงบางอ้อแล้ว คงจะเห็นภาพแล้วว่าสถาบันการเงินให้กู้หรือไม่ให้กู้ด้วยปัจจัยอะไรบ้างเพื่อหาคำตอบเพียงคำตอบเดียวที่ว่า ผู้ขอสินเชื่อจะมีความสามารถชำระเงินกู้ได้หรือไม่ และจะยังมีความสามารถในการชำระแม้จะมีปัญหาสะดุดในบางโอกาส
สุดท้ายนี้ นอกจากรายได้ ซึ่งบอกให้เห็นถึงความสามารถในการชำระ ที่เป็นปัจจัยสำคัญในการพิจารณาสินเชื่อ ที่ผู้ขอสินเชื่อซึ่งอาจมีเพิ่มขึ้นได้ในอนาคตแล้วนั้น ประวัติในการชำระสินเชื่อ ก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่ง ที่แสดงถึง วินัยทางการเงินของผู้ขอสินเชื่อ ซึ่งเป็นสิ่งที่ต้องรักษา และสร้างได้ เพราะอนาคตในปีนี้จะเป็นอดีตในปีหน้า ซึ่งจะเป็นประวัติของเราต่อไป ที่ย้อนเวลากลับมาแก้ไขไม่ได้ เราจึงควรทำวันนี้ให้ดีที่สุด
ที่มา : นิวัฒน์ กาญจนภูมินทร์
การบริหารบัตรเครดิตให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ >>
ชาลอต โทณวณิก ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่อาวุโส ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จากการที่ได้เขียนเรื่องเกี่ยวกับบัตรเครดิตมา 2 สัปดาห์ ได้มีท่านผู้อ่านได้ส่งคำถามมายังดิฉัน และ website ของหนังสือพิมพ์ผู้จัดการ ซึ่งดิฉันเห็นว่า เป็นเรื่องน่าที่จะนำมาเผยแพร่ให้ท่านผู้อ่านได้ทราบด้วย จึงขออนุญาตท่านผู้ส่งคำถามเข้ามานำมาตอบในครั้งนี้เลยนะคะ
คำถามแรก คือการพิจารณา ว่าจะอนุมัติบัตรเครดิตหรือไม่ เป็นอำนาจของธนาคาร หรือบริษัทบัตรเครดิต ซึ่งถ้าเป็นการพิจารณาของธนาคารแล้ว จะมีความแตกต่างกันไปตามแต่ละธนาคารใช่หรือไม่ โดยเฉพาะธนาคารต่างชาติ ที่เปิดสาขาในไทยกับธนาคารของไทยเอง
คำตอบก็คือ การพิจารณาอนุมัติบัตรเครดิตนั้น จะมีหลักเกณฑ์ใหญ่ๆ ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยได้กำหนดกรอบไว้ ซึ่งไม่ว่าจะเป็นบัตรเครดิตที่เราเรียกกันว่า non-bank หรือธนาคารพาณิชย์ ไม่ว่าไทยหรือต่างประเทศ จะต้องปฏิบัติตาม
อันได้แก่ รายได้ขั้นต่ำของผู้สมัคร จะต้องไม่น้อยกว่า 15,000 บาทต่อเดือน หรือไม่ต่ำกว่า 180,000 บาทต่อปี นอกจากนั้น จะต้องดูกระแสเงินสดหมุนเวียนในบัญชีเงินฝากของสถาบันการเงินเป็นระยะเวลาไม่น้อยกว่า 6 เดือน
ทั้งนี้ โดยมากจะใช้เป็นหลักการพิจารณาสำหรับผู้ประกอบธุรกิจส่วนตัว หรือผู้ที่มีรายได้เป็นลักษณะคอมมิชชั่น เพราะแต่เดิม ผู้ออกบัตรเครดิตมีวิธีปฏิบัติหลากหลาย เช่น ลูกค้าแจ้งเงินเดือน 5,000 บาท แต่มีรายได้อื่น 10,000 บาท ก็พิจารณาอนุมัติออกบัตรให้ โดยอาจจะไม่ได้ลงรายละเอียดของการวิเคราะห์กระแสเงินหมุนเวียนของลูกค้า ทางธนาคารแห่งประเทศไทย จึงได้ออกวิธีปฏิบัติให้เหมือนๆ กัน
หากนอกจากกรอบที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนดแล้ว วิธีการพิจารณานั้น อาจจะมีความเหมือน หรือแตกต่างกันได้ แต่ที่จะปฏิบัติเหมือนๆ กันโดยไม่ได้เป็นการบังคับ คือการตรวจสอบข้อมูลจากเครดิตบูโร โดยที่ผู้ออกบัตร จะมีแบบฟอร์มยินยอมของลูกค้าผนวกอยู่ในใบสมัครเลย
ถึงแม้ว่าจะมีการตรวจสอบข้อมูลจากเครดิตบูโรเหมือนกัน แต่ก็ยังมีความแตกต่างในการพิจารณา คือจะ เข้ม จะ จาง ได้ต่างกัน ยกตัวอย่าง เช่น นาย ก. สมัครบัตรเครดิตไป 2 แห่ง ณ เดือนมกราคม 2548 โดยมีข้อมูล คือนาย ก. เคยมีประวัติมีสินเชื่อเคหะกับธนาคารอื่นที่ไม่ใช่ธนาคาร ที่สมัครบัตรเครดิตคราวนี้ โดยมีการค้างชำระในเดือนมกราคม กุมภาพันธ์ มีนาคม ของปี 2547
แต่พอเดือนเมษายน ได้มีการชำระคืนทั้งหมด 4 งวด รวมดอกเบี้ยค้าง ทั้งนี้ อาจจะด้วยเหตุผลที่จำเป็นไม่ใช่ตั้งใจจะไม่จ่าย ด้วยข้อมูลที่เหมือนกัน บริษัทหรือธนาคาร A อาจจะปฏิเสธเลย เพราะได้มีกฎเกณฑ์ว่า จะไม่พิจารณาบุคคลที่เคยมีประวัติค้างชำระเลย (หลักเกณฑ์ที่เข้มสุด) แต่บริษัทหรือธนาคาร B อาจจะพิจารณาให้ด้วยหลักเกณฑ์ที่ว่า การค้างชำระดูแค่สถานะปัจจุบัน และจากเมษายนถึงธันวาคม 2547 มีการชำระตรงมาตลอด (หลักเกณฑ์ที่ยืดหยุ่น) ดังนั้น จะเห็นแล้วว่า ถึงจะมีข้อมูลเดียวกัน วิธีพิจารณาจะแตกต่างกันได้
นอกจากนั้น จะมีบางบริษัท หรือธนาคาร ที่นำระบบ Credit Scoring มาใช้ (วิธีที่กล่าวข้างบน ที่มีการตรวจสอบข้อมูลต่างๆ แล้วให้เจ้าหน้าที่พิจารณาตามหลักเกณฑ์ จะเรียกว่าเป็นวิธีแบบ Judgemental คือใช้วิจารณญาณของเจ้าหน้าที่)
ซึ่งระบบ Credit Scoring คือวิธีการที่ใช้สถิติมาเป็นตัวประเมินผล ว่าจะอนุมัติหรือไม่ โดยคะแนนที่เป็นเกณฑ์นั้น จะได้มาจากการนำข้อมูลจากฐานลูกค้าที่มีอยู่ ทั้งลูกค้าดี ลูกค้ามีปัญหา ลูกค้าที่ก่อให้เกิดหนี้สูญ ลูกค้าที่สมัครแล้วไม่ได้บัตร มาประมวลกับคุณภาพของลูกหนี้ที่มีอยู่ ก็คือ สถิติว่า มีลูกหนี้ที่จ่ายชำระ ต่อลูกหนี้ที่ค้างชำระแต่ละช่วง เช่น 30-90 วัน, 90-180 วัน และ เกิน 180 วัน
แล้วประมวลผลทั้งหมด ออกมาเป็นคะแนนที่จะให้สอบผ่าน หรือสอบตก โดยมีการพิจารณาหลักๆ เช่น อายุ เงินเดือน อาชีพ ภาระหนี้สินอื่น ซึ่งในระบบ จะไม่บอกว่าให้คะแนนหมวดไหนเท่าไหร่ มิฉะนั้น หากพนักงาน หรือบุคคลภายนอกทราบ อาจจะเกิดทุจริตได้
วิธีการ คือเมื่อผู้สมัครสมัครเข้ามา เจ้าหน้าที่จะใส่ข้อมูลในระบบคอมพิวเตอร์ แล้วระบบจะประมวลผลคะแนน ทำให้ทราบว่า ลูกค้านั้นผ่านหรือไม่ โดยเทียบกับคะแนนที่เป็นเกณฑ์ ที่เรียกว่า cut off score
ซึ่งในบางประเทศที่ระบบการรายงานต่างๆ เช่น ระบบภาษีอากร มีการแจ้งกันถูกต้อง ระบบทะเบียนราษฎร์ สามารถเชื่อมเข้ากับคอมพิวเตอร์ได้ คะแนนที่ประมวลออกมา สามารถที่จะถือว่าให้บัตรได้เลย โดยไม่ต้องตรวจสอบข้อมูลโดยเจ้าหน้าที่อีก
แต่ในประเทศไทย ส่วนใหญ่ยังต้องมีการโทรศัพท์สอบถามข้อมูล เพื่อสามารถจะเช็คได้ว่า ใบสมัครที่รับเข้ามา เป็นของเจ้าตัวจริงๆ (ไม่ใช่ถูกขโมยเอกสารมายื่น) รายได้ที่แจ้งเป็นไปตามนั้น จริง (ไม่ใช่ให้ใครช่วยรับรองรายได้มา) บัญชีธนาคารเป็นบัญชีจริง (ไม่ใช่ปลอมมา) ฯลฯ เป็นต้น
หากลงรายละเอียดเพิ่มเติม แม้แต่การใช้ระบบ Credit Scoring แล้ว วิธีปฏิบัติ ก็อาจจะต่างกันได้ คือ บางบริษัท หรือธนาคาร ไม่ผ่าน cut off score ก็ไม่ให้เลย บางบริษัท หรือธนาคาร จะมีการให้หลักเกณฑ์เผื่อไว้ เช่น หากคะแนนต่ำกว่า cut off score X% ให้นำมาพิจารณาแบบ judgemental เป็นต้น
ที่มา : หนังสือพิมพ์ผู้จัดการ
วิธีเก็บรักษาบัตรเครดิตให้ปลอดภัย
>>
วิธีเก็บรักษาบัตรเครดิตให้ปลอดภัย ควรเซ็นชื่อหลังบัตรเครดิตทันทีที่ได้รับบัตรเครดิตมาใหม่ เก็บรักษาบัตรเครดิตให้ปลอดภัยนั้นควรเก็บให้เหมือนกับการเก็บเงินสด ไม่ควรเก็บรหัสไว้รวมกับบัตรเครดิต หรือเขียนรหัสไว้ที่บัตรเครดิต เช็คให้แน่ใจว่าได้รับบัตรเครดิตคืนทุกครั้งหลังจากการใช้ ตรวจสอบ ใบเสร็จทุกครั้งว่าจำนวนเงินที่เราจะต้องจ่ายถูกต้องหรือไม่ก่อนเซ็นชื่อ และเก็บสำเนา ไม่ควรบอกรหัสบัตรของท่านกับใคร หรือ เวลากดรหัสดูให้แน่ใจว่า ไม่มีใครมาแอบมอง ห้ามเปิดเผยข้อมูลส่วนตัว ของท่านกับใครขณะใช้บัตรเครดิต ในการตั้งรหัสบัตร พยายามเลือกรหัสที่ท่านสามารถจำได้ง่าย แต่ไม่ควรใช้ตัวเลขที่ผู้อื่นอาจเดาได
ตรวจสอบความถูกต้องของ ใบแจ้งยอดบัญชี บัตรเครดิต ทันทีที่คุณได้รับ และรีบแจ้งให้ธนาคารทราบทันทีที่พบรายการที่น่าสงสัย
อย่าตอบอีเมล์ที่ส่งมาเพื่อขอข้อมูลส่วนตัวโดยที่คุณได้รับโดยไม่ได้เป็นฝ่ายติดต่อไป
เก็บรักษา บัตรประจำตัวประชาชน ใบขับขี่ และข้อมูลส่วนตัวอื่นๆ ของคุณไว้ในที่ที่ปลอดภัย
พยายามอย่าให้พนักงานแคชเชียร์ พนักงานเสริฟ์ หรือเด็กปั๊มนำบัตรของคุณไปทำรายการในที่ที่คุณมองไม่เห็น เพื่อช่วยป้องกันการสกิมมิ่ง
หลีกเลี่ยงการใช้ตู้เอทีเอ็มซึ่งตั้งอยู่ในที่เปลี่ยว หรือมีลักษณะต้องสงสัยเนื่องจากคนร้ายอาจลักลอบติดตั้งอุปกรณ์ไว้เพื่อขโมยข้อมูลจากบัตรของคุณ ติดตั้งระบบรักษาความปลอดภัยคอมพิวเตอร์หรือไฟร์วอลล์พร้อมด้วยซอฟท์แวร์ป้องกันไวรัสในคอมพิวเตอร์ทั้งที่บ้านและที่สำนักงาน เพื่อป้องกันการโจรกรรมข้อมูล
ซื้อสินค้าหรือบริการออนไลน์กับเว็บไซต์ที่มีชื่อเสียงและไว้ใจได้เท่านั้น ขณะเดียวกันคุณควรระมัดระวังเว็บไซต์ปลอมที่พวกแฮคเกอร์สร้างขึ้นมาเพื่อจารกรรมข้อมูล
ใช้รหัสผ่านที่ยาวๆ เพื่อคุ้มครองข้อมูลบัญชีธนาคารและบัญชีซื้อสินค้าทางอินเตอร์เน็ตของคุณ
|
|
|
|
|
(C) 2009 creditsmile.net หน้าแรก
| บัตรเครดิต | สินเชื่อ | บัตรกดเงินสด | โอนหนี้ | Site map
|